เริ่มเรื่องคือเจ้า Wacom Graphire4 คู่ใจของผมมันแดดดิ้นลาโลกไปซะแล้ว ใช้ทำมาหากินมาตั้ง 6 ปี อืม...แต่ก็ใช้คุ้มค่าแล้วเนอะ ทีนี้ผมก็เลยมองหาซื้อตัวใหม่มาใช้งาน ซึ่งแว๊ปแรกในหัวคือ Cintiq ครับ!! อ่าห์....ใฝ่ฝันอยากใช้มานานแร้วววว เพราะจากการที่ได้ทดลองใช้องเพื่อนแล้วรู้สึกประทับใจมาก วาดรูปได้คล่องขึ้นเยอะ ผมจึงลงเอยไปถอย Wacom Cintiq13HD มาใช้ซะ ราคา 41,000 บาท ซึ่งตามความคิดเห็นของผมถือว่าค่อนข้างพอรับได้กับราคานี้ ไม่แพงเว่อร์เกินเอื้อมเหมือน Cintiq รุ่นก่อนๆมากมายนัก (ยิ่งราคาเครื่องศูยน์ในไทยยิ่งโหดมาก ถึงขนาดมีคนบอกว่าบินไปซื้อที่ญี่ปุ่นแล้วหิ้วกลับมายังมีเงินทอนเหลือ!?!)

เรามาเริ่มแกะกล่องกันเลยดีกว่า เรียงตามภาพเลยครับ (รูปเล็กไปหน่อยต้องขอภัย.. (^_^")


1.ทีแรกนึกว่ากล่องจะใหญ่กว
่านี้เหมือนของ Cintiq12WX แต่ปรากฏว่ามันเล็กกระทัดรัดกว่าที่ผมคิดเยอะเลยครับ แพกเกจกล่องสีดำสวยงาม ส่วนรูปวาดที่อยู่บนปกเป็นรูปประกอบนิยาย The Wormworld Saga โดยศิลปินที่ชื่อ Daniel Lieske นั่นเอง... ท่าทางรูปนี้จะเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสำหรับ Wacom โดยเฉพาะนะเนี้ย

2.เปิดกล่องมาก็เจอน้องซินสุดที่รักจุงเบย... ตัวเครื่องบางไม่หนาเกินไป ส่วนพื้นที่หน้าจอนั้นกว้าง 13 นิ้ว ถ้าให้เทียบว่ามันใหญ่แค่ไหน ซึ่งมันแทบจะเท่ากับกระดาษขนาด A4 แป๊ะเลยครับ พอยกออกมาแล้วน้ำหนักค่อนข้างเบาเลยทีเดียว 1.2 กิโลกรัม ก็ถือว่าเหมาะสำหรับคนชอบพกพาไปใช้นอกสถานที่ จะวาดด้วยการถือบนหน้าแขนหรือวางไว้บนตักก็ได้

3.ใต้น้องซินจะเป็นฐานพลาสติกแข็ง สามารถยกขาตั้งได้ ปรับ 3 ระดับ ที่หัวของขาตั้งหุ้มด้วยยางป้องกันการเกิดรอยถลอกบนตัวเครื่อง และมีเดือยยื่นออกมาเพื่อนำมาเสียบล๊อคกับด้านหลังของตัวเครื่อง รับรองว่าแน่นมั่นคงไม่หลุดครับ

4.นี่เป็นอีกด้านนึงของฐานขาตั้ง พื้นผิวคล้ายๆอลุมิเนียมมันเงาสวยงาม ที่ขอบทั้งสองด้านบุด้วยยางสีดำช่วยให้ฐานติดหนึบอยู่กับพื้นโต๊ะ

5.เปิดฝาข้างใต้ออกมาอีกชั้นก็จะพบกับแอดแซดเซอร์รี่ต่างๆ มุมซ้ายบนจะเป็นกล่องใส่หนังสือคู่มือ , แผ่นCDสำหรับติดตั้งไดร์เวอร์ , ผ้าขนหนูสำหรับเช็ดหน้าจอ

6.ต่อไปนี้ไม่ต้องลากสายไฟให้ยุ่งยากพันกันมั่วอิลุงตุงนังอีกต่อไปแล้วด้วย 3-in-1 cable!!! ซึ่งปลั๊กใหญ่ด้านนึงผมคิดว่าหน้าตามันดูคล้ายๆ Apple 30pin นะ...ไม่แน่ใจ ส่วนอีกปลายของสายที่แยกออกเป็น สามปลั๊กก็จะมี HDMI กับ USB2.0 และมีอันที่คล้าย Apple 30pin เช่นกัน ซึ่งเจ้า 30pin นี้เอาไปต่อกับ AC adapter อีกที แล้ว AC adapter ตัวนี้มันถูกออกแบบมาให้ถอดเปลี่ยนหัวปลั๊กได้ด้วยครับ สามารถเลือกเสียบแบบไหนก็ได้ให้เหมาะกับเต้าเสียบที่บ้านของท่านเอง สะดวกดีเหมือนกัน

7.กล่องที่เก็บ Pro-pen และ nib จำนวน 9 แท่งครับ เป็นหัวพลาสติก 5 กับหัวไม้ 3 และหัวแบบมีสปริงอีก 1 แท่ง พร้อมกับมีคีมสำหรับดึงเปลี่ยน nib และยังมี Color ring ให้เลื้อใช้ 4 สี ดำ แดง ฟ้า เขียว ส่วนตัวกล่องนั้นเป็นแบบแม่เหล็กดูดปิดฝากล่อง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือฐานตั้งเอาไว้เสียปากกาที่เปิดฝาได้เหมือนของ intuos5

8.ด้านข้างของ Cintiq เริ่มจากซ้ายสุดจะเป็นปุ่มพาเวอร์เปิด-ปิดเครื่อง ช่องถัดมาเป็นช่อง usb2.0 ซึ่งเราสามารถเอาทัมไดร์มาเสียบเซฟไฟล์งานได้ และช่องสุดท้ายคือพอร์ต 30pin เอาไว้เสียบ 3-in-1 cable ครับ นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำ เอาผมเซ็งก็คือ ผมดันเจอแจ๊คพอต QC ไม่ดีครับ... พอร์ตเบี้ยว... usb เสียบไม่ค่อยลง ส่วนปลั๊ก 30pin ก็ล๊อคไม่ได้ข้างนึง ถ้าหยิบจับย้ายไปย้ายมาอาจหลุดได้ ตรงนี้ตอนซื้อต้องระวังครับ ตรวจดูดีๆ

9.หน้าตาตอนติดตั้งเสร็จแล้วครับ ข้อดีของรุ่นนี้ที่ผมชอบคือความละเอียดหน้าจอเป็น Full HD 1920 x 1080 pixels ซึ่งมันเท่ากับจอคอมพิวเตอร์ LED ทั่วไปขนาด 21.5 นิ้ว อย่างที่ผมใช้อยู่ จึงไม่มีปัญหาเวลาทำ Clone display แม้แต่น้อยครับ และด้วยขนาดจอ 13 นิ้ว แต่ความละเอียดมากขนาดนี้ยิ่งทำให้รู้สึกว่าภาพคมชัดมากกกกก!!! ส่วนเรื่องความสว่างหน้าจอนั้น 250nits ถือว่าค่อนข้างน้อยกว่าถ้าหากเทียบกับจอคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่จากการใช้งานมาซักพักของผมกลับรู้สึกว่ามันกำลังดีนะ มองจอนานๆแล้วรู้สึกสบายตาว่าการมองจอคอมปกติ ส่วนเรื่องความเพี้ยนของสีนี่ยังไงต้องทำใจนิดนึง... มันก็มีบ้างแหละ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไรมาก ซึ่งอันที่จริงเราสามารถ Calibrate สีใหม่ได้ในภายหลังมันก็ช่วยได้เยอะครับ ส่วนเรื่องความร้อนนั้นไม่ต้องกลัว สามารถวางซินติกไว้บนตักสบายๆ ออกการการอุ่นๆนิดนึงบริเวณขอบจอด้านล่างไม่เยอะครับ

10.ทดสอบการใช้งาน เรื่องคุณภาพความละเอียดแรงกด 2048 ระดับคงไม่ต้องพูดถึง wacom เขาเป็นที่ 1 อยู่แล้ว ส่วนระยะห่างระหว่างปลายปากกากับจอภาพอยู่ที่ราวๆ 1.5 มิลลิเมตรครับ ไม่หนามากเท่าไหร่ พื้นผิวกระจกเป็นแบบด้านลดการสะท้อนของแสง แล้วอีกอย่างก็คือไม่ต้องกลัวว่าเวลาใช้งานไปนานๆแล้วกระจกจะเป็นรอยนะครับ ขอบอกว่ามันแข็งมากกกกกก!!! ผมทดสอบโดยการเอามีดคัดเตอร์คมๆกรีดลงไปแรงๆ แต่กลับไม่เป็นรอยซักแอะแม้แต่ขนแมว!!!! (O_O) ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องซื้อฟิล์มกันรอยมาติดหน้าจออย่างที่หลายคนพูดกันครับ แต่ถ้าใครอยากจะติดฟิล์มอันนี้เราก็ไม่ว่ากัน เพราะมันช่วยลดความลื่นเวลาจรดหัวปากกาลงไปได้ระดับนึง ทำให้รู้สึกฝืดๆเหมือนวาดบนกระดาษมากขึ้นครับ

11.ทดลองวาดบ้านมุมเปอร์มาซักภาพนึง รู้สึกพอใจมากกับการเขียนโดยการเห็นลายเส้นที่ปลายปากกาแบบนี้ มันทำให้เราควบคุมเส้นได้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น และสนุกขึ้นเยอะครับ ซึ่งแต่ก่อนตอนผมใช้ Graphire จะไม่สามารถลากเส้นตรงยาวๆอย่างนี้ให้ตรงได้ เพราะมันจะเบี้ยวโยเย้ไปมาอันเนื่องมาจากมือไม่ค่อยสัมพันธ์กับสายตาบนจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องเสียเวลามานั่งลบทิ้งแล้วแก้ใหม่อยู่หลายครั้ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้น้องซินแล้ว ปัญหาเก่าๆลืมไปได้เลย

12.ข้อควรระวังเพิ่มเติมนิดนึงคือบริเวณข้อพับขาตั้งครับ มันไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นข้อต่อที่หมุนได้ แต่มันเป็นพลาสติกที่ทำรอยบากกลายเป็นข้องอ ดังนั้นหากพับเข้าพับออกบ่อยๆ พลาสติกอาจฉีกขาดได้ในอนาคต ตรงนี้ต้องระวังครับ

จบแล้วครับสำหรับการ Review อย่างบ้านๆ (เพราะผมไม่ใช่นัก Review สินค้ามืออาชีพ ผิดพลาดตรงไหนผมก็ต้องขออภัย) หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจกำลังจะซื้อ Wacom Cintiq13HD นะครับผม

By BangRabbit BangZam

Favourites